Pages

Friday, August 21, 2020

ครอบครัวชาวสิเการ้องลูกสาววัย 17 ถูกคนร้ายงัดบ้านเข้าไปขืนใจกลางดึก ผ่านเกือบปีคดีไม่คืบ - ผู้จัดการออนไลน์

apaterpengaruh.blogspot.com


ตรัง - ครอบครัวชาว อ.สิเกา จ.ตรัง ร้องลูกสาววัย 17 ซึ่งเป็นนักศึกษาอาชีวะแห่งหนึ่ง ถูกคนร้ายงัดบ้านเข้าไปขืนใจกลางดึก ขณะพ่อแม่ออกกรีดยางพารา คดีผ่านมาแล้วเกือบปีแต่ไม่คืบหน้า หวั่นมีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง

วันนี้ (21 ส.ค.) นายชาย (นามสมมติ) อายุ 63 ปี พร้อมด้วย นางหญิง (นามสมมติ) อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นครอบครัวลูกจ้างกรีดยางพาราชาว อ.สิเกา จ.ตรัง ได้เข้าร้องเรียนต่อผู้สื่อข่าว และพาตรวจสอบเส้นทางที่คนร้ายบุกเข้าไปก่อเหตุข่มขืน น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี บุตรสาว และเป็นนักศึกษาอาชีวะแห่งหนึ่ง เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของคืนวันที่ 2 ตุลาคม 2562 ซึ่งผ่านมากว่า 10 เดือนแล้ว แต่คดีไม่คืบหน้า ตำรวจยังจับคนร้ายไม่ได้ ขณะเดียวกัน ทางพนักงานสอบสวน สภ.สิเกา หลังรับแจ้งทำพิลึก ไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บหลักฐานภายในบ้านเกิดเหตุ แม้ทางผู้เสียหายจะร้องขอ โดยอ้างว่าไม่มีลายนิ้วมือแฝง ทั้งๆ ที่คนร้ายใช้วิธีใช้มีดงัดแงะประตูหน้าบ้าน และงัดกลอนจนพังเสียหาย โดยที่ไม่ได้สวมถุงมือแต่ประการใด

ประกอบกับขณะเกิดเหตุยังมีความพยายามค้นหาทรัพย์สินภายในบ้าน ทั้งจากลิ้นชัก และตู้เก็บของ และยังมีร่องรอยหลักฐานอื่นๆ จากแท่นชาร์จโทรศัพท์มือถือที่คนร้ายดึงเอาไปไม่ได้ ขณะเดียวกัน แม้ทางตำรวจจะตรวจยึดโทรศัพท์มือถือที่คนร้ายเอาไปกลับคืนมาได้แล้ว แต่ยังจับตัวไม่ได้ และยังไล่ให้ครอบครัวผู้เสียหายไปสืบหาคนร้ายเอาเอง จึงไม่เชื่อมั่นการทำงานของตำรวจ เกรงจะเข้าข้างคนร้าย และมีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่ผู้เสียหายยังอยู่อย่างหวาดผวา ในตอนกลางคืนไม่กล้าอยู่บ้านคนเดียว ต้องนอนกับพ่อแม่ จึงร้องเรียนผู้สื่อข่าวเพื่อขอความเป็นธรรมให้ตำรวจทำคดีอย่างตรงไปตรงมา และเร่งจับกุมคนร้ายให้ได้โดยเร็วที่สุด


น.ส.เอ ผู้เสียหายกล่าวว่า เวลาประมาณ 02.00 น.ของคืนดังกล่าว ขณะตนเองนอนหลับอยู่กับน้องชายวัย 7 ขวบ โดยที่พ่อกับแม่ออกไปกรีดยางพารา ได้มีคนร้ายงัดประตูหน้าบ้านเข้ามา และเดินตรงเข้ามาห้องด้านหลัง ซึ่งแบ่งเป็นห้องครัว และห้องนอน โดยที่ตนเองนอนหลับอยู่บนเตียงกับน้องชาย และสุนัขก็ไม่เห่า ทำให้ตนไม่รู้สึกตัว ซึ่งตอนแรกพอรู้สึกมีคนเข้ามา ตนก็เข้าใจว่าเป็นพ่อลืมของแล้วกลับมาเอา แต่ก็ยังสงสัยทำไมพ่อไม่เรียก จากนั้นคนร้ายซึ่งสวมตะเกียงติดหน้าผาก ซึ่งเป็นตะเกียงที่ใช้สำหรับสวมติดหน้าผากเวลาออกกรีดยางพารา สวมกางเกงขาสามส่วน สวมเสื้อยึดสีดำ สวมรองเท้าบูตยาง ได้บุกเข้ามาประชิดที่นอน ก่อนใช้อาวุธมีดมีด้ามจี้ และบังคับให้ตนลุกจากที่นอน

จากนั้นได้บังคับให้เดินนำหน้าพาไปเข้าห้องนอนอีกห้องหนึ่ง ซึ่งใช้สำหรับเก็บเสื้อผ้า แล้วบังคับข่มขืน โดยที่ตนเองไม่กล้าขัดขืน เพราะกลัวคนร้ายจะทำร้ายตนเอง และทำร้ายน้องชายซึ่งนอนอยู่ข้างๆ ทั้งนี้ พอตนเองร้อง คนร้ายก็ขู่จะฆ่าให้ตาย จึงยอมทำตาม ทั้งนี้ คนร้ายได้ถามตนว่ามาจากไหน และเด็กที่นอนอยู่ข้างๆ เป็นใคร ตนจึงโกหกออกไปว่าตนเองมาจาก จ.นครศรีธรรมราช และคนที่นอนข้างๆ คือลูก เพื่อหวังให้คนร้ายปล่อย คนร้ายจึงถามว่าแล้วสามีไปไหน ตนจึงโกหกไปว่าไปกรีดยาง คนร้ายจึงถามอีกว่าจะกลับตอนไหน ตนจึงโกหกไปว่าอีกประเดี๋ยวก็จะกลับมา จากนั้นเมื่อคนร้ายพาตนเองกลับไปที่นอนที่น้องชายนอนอยู่ที่เดิม คนร้ายก็ถามตนว่ามีทรัพย์สินอะไรบ้าง จากนั้นได้เดินไปเปิดลิ้นชัก และตู้เก็บของเพื่อเปิดหาทรัพย์สิน

ก่อนจะหันมาหยิบโทรศัพท์มือถือ และพยายามดึงสายชาร์จโทรศัพท์ออกจากปลั๊กไฟ แต่หัวปลั๊กดึงไม่ออก จึงได้ไปเฉพาะสาย และโทรศัพท์ 1 เครื่อง จากนั้นคนร้ายก็เดินออกจากไปทางประตูหน้าบ้าน โดยที่ตนพยายามวิ่งตามเพื่อจะรีบไปปิดประตู กลัวคนร้ายจะหวนกลับมา และทันสังเกตเห็นคนร้ายเดินข้ามถนนไปทางบ้านฝั่งตรงข้าม ทั้งนี้ ลักษณะของคนร้ายที่จำได้คือ เสียงพูดจะเย็นๆ เหมือนคนใจเย็น รูปร่างผอม สูงกว่าตนเล็กน้อยประมาณ 167-170 เซนติเมตร ไหล่งุ้มๆ หรือไหล่ห่อ แต่ตนเองมองหน้าไม่เห็น เพราะจังหวะที่คนร้ายเข้ามาประชิดที่เตียงนอน และตนตื่นลืมตาขึ้นมาก็มีแสงไฟจากหน้าผากคนร้ายสาดเข้าเต็มดวงตา จนมองไม่เห็นหน้าคนร้าย และตนเองไม่เคยรู้จักใครแถวบ้าน เพราะปกติเวลากลับมาบ้านก็จะอยู่แต่กับบ้าน รู้จักแค่ญาติไม่กี่คน ยิ่งกับเพื่อนบ้านจะไม่รู้จักใครเลย ทำให้ไม่คุ้นรูปร่าง และเสียงของคนร้าย


“แต่คดีผ่านมานานแล้ว ตำรวจยังจับคนร้ายไม่ได้ หนูเองก็กลัว เพราะคนร้ายขู่เอาไว้ว่า หากบอกพ่อกับแม่ หรือบอกตำรวจจะกลับมาฆ่าทิ้งทั้งครอบครัว โดยหลังเกิดเหตุหนูเองจึงเหมือนจะเป็นบ้า แต่มีพ่อแม่ และน้องชายช่วยปลอบใจ เป็นกำลังใจ โดยเฉพาะน้องชาย พูดปลอบใจทุกวันว่าอย่าร้องไห้ โดยน้องชายเข้าใจว่าที่หนูเองร้องไห้ทุกวันเพราะเสียดายโทรศัพท์ว่าพ่อยึดไป เพราะน้องยังไร้เดียงสา ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หนูเองเคยคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่ห่วงน้องเพราะเขารักตนมาก จึงต้องพยายามเข้มแข็ง และอยากจะถามว่ามาทำหนูทำไม หนูไม่เคยทำอะไรให้ใครเดือดร้อน”

ทางด้านพ่อและแม่ของผู้เสียหาย กล่าวว่า ติดใจการทำงานของตำรวจตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ เพราะพนักงานสอบสวนยกเลิกไม่ให้ชุดพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบภายในบ้าน และระบุว่าไม่มีลายนิ้วมือคนร้าย ทั้งๆ ที่คนร้ายงัดประตูบ้านเข้ามาหยิบจับเปิดตู้เก็บของ เปิดลิ้นชัก ค้นหาทรัพย์สิน และถอดปลั๊กโทรศัพท์มือถือของลูกสาว ซึ่งตนเชื่อว่าหากให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเข้ามาเก็บหลักฐานอย่างละเอียดจะเจอลายนิ้วมือ และต้องจับคนร้ายได้แล้วแน่นอน ส่วนเสื้อผ้าขณะเกิดเหตุตำรวจนำไปเป็นหลักฐาน แต่ระบุว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 รายที่เก็บดีเอ็นเอไปตรวจพิสูจน์ เพื่อเทียบเคียงกับดีเอ็นเอของคนร้ายที่ทิ้งไว้นั้น ไม่ตรงกับผู้ต้องสงสัย

นอกจากนั้น หลังเกิดเหตุพวกตนได้เก็บเอกสารหลักฐานบางอย่างที่ได้จากตำรวจไว้ในรถกระบะ ก็ยังมีคนร้ายพยายามทุบกระจกด้านหลัง และงัดขอบกระจก แต่เปิดเข้าไปไม่ได้ พอพวกตนไปแจ้งพนักงานสอบสวนคนเดิม กลับลงไปตรวจสอบรถคนเดียว โดยไม่มีเจ้าของรถไปด้วย และมาแจ้งว่ารอยแตกดังกล่าวเกิดจากเศษหินกระเด็นใส่ จึงเห็นตำรวจทำงานตั้งแต่เริ่มต้นแล้วไม่ไว้ใจ ครอบครัวกลัวว่าคดีจะเงียบ หวั่นมีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยขณะนี้ลูกสาวยังหวาดกลัว ไม่กล้าอยู่ลำพัง นอนต้องให้พ่อแม่กอด เพราะคนร้ายขู่จะกลับมาฆ่าทิ้ง จึงร้องขอความเป็นธรรมขอให้จับคนร้ายให้ได้โดยเร็ว


Let's block ads! (Why?)



"มีอิทธิพล" - Google News
August 21, 2020 at 12:35AM
https://ift.tt/34jASNu

ครอบครัวชาวสิเการ้องลูกสาววัย 17 ถูกคนร้ายงัดบ้านเข้าไปขืนใจกลางดึก ผ่านเกือบปีคดีไม่คืบ - ผู้จัดการออนไลน์
"มีอิทธิพล" - Google News
https://ift.tt/3gIvPK6
Home To Blog

No comments:

Post a Comment